เป็นเวลากว่า 1 ปี แล้ว ที่วิสาหกิจเพื่อสังคม ฟู๊ดแล็บ หรือ แล็บอาหารยั่งยืน (ประเทศไทย)  ได้ร่วมกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)  ขับเคลื่อน ออร์แกนิก ทัวริซึ่ม หรือ การท่องเที่ยววิถีอินทรีย์เพื่อสร้างระบบอาหารสมดุล  ภายใต้การสนับสนุนทุนจากสำนักงานกองสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)  บนพื้นฐานแนวคิดธุรกิจเกื้อกูลสังคม และหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง  โดยชวนผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยว โรงแรม ร้านอาหาร ในกรุงเทพ และเชียงใหม่ มาร่วมเรียนรู้  แลกเปลี่ยนประสบการณ์  และร่วมขับเคลื่อน เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นตลอดระบบนิเวศอินทรีย์    โดยใช้คนและองค์ความรู้             ของสามพรานโมเดล ซึ่งมีการขับเคลื่อนเชื่อมโยงกับคนต้นน้ำ  กลางน้ำ ปลายน้ำ เพื่อสร้างชีวิตที่สมดุล    มาอย่างต่อเนื่องกว่า 8 ปี   เป็นโมเดลต้นแบบ และเป็นเครื่องมือในการขับเคลื่อน  ทั้งนี้ รูปแบบการขับเคลื่อน ออร์แกนิก ทัวริซึ่ม ที่ผู้ผลิต คือเกษตรกร และผู้บริโภค คือธุรกิจท่องเที่ยว ได้มาทดลองเรียนรู้และทำงานร่วมกัน  นับเป็นครั้งแรกในประเทศไทยเป็นครั้งแรกในโลก

สำหรับเหตุที่ทำไมจึงต้องเป็นผู้ประกอบการท่องเที่ยว โรงแรม ร้านอาหาร  ก็เพราะเป้าหมายสำคัญคือการสร้างระบบอาหารสมดุล แต่การท่องเที่ยวและอาหารนั้นเป็นเครื่องมือ ซึ่งจากสถิติแต่ละปีมีนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างประเทศที่หมุนเวียนเดินทางไปใช้บริการโรงแรม ร้านอาหาร ที่พัก และแหล่งท่องเที่ยว ต่างๆ ในประเทศไทย จำนวนมากกว่าปีละ 100 ล้านคน  โรงแรม ร้านอาหาร ร้านค้า ซุบเปอร์มาร์เก็ต ต่างๆ         จึงเป็นจุดสัมผัสสำคัญ และมีโอกาสที่จะเป็นฮับในการสร้างความเปลี่ยนแปลง ทำให้การท่องเที่ยววิถีอินทรีย์เกิดขึ้นได้อย่างยั่งยืน  รวมถึงยังสามารถใช้เป็นจุดขายของร้านอาหาร หรือโรงแรม ที่ช่วยเพิ่มมูลค่าทางการตลาดได้ด้วย

นายอรุษ นวราช หนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้ง ฟู๊ดแล็บ และเลขานุการมูลนิธิ สังคมสุขใจ  ผู้ริเริ่มสามพรานโมเดล เล่าว่า เป็นที่น่าดีใจที่ ในห้วง 1 ปี ที่ผ่านมา มีผู้ประกอบการท่องเที่ยว โรงแรม และร้านอาหาร ในพื้นที่เป้าหมายคือ กรุงเทพและเชียงใหม่  ตื่นตัวเรื่องการบริโภคอินทรีย์ และท่องเที่ยววิถีอินทรีย์ เพื่อสร้างระบบอาหารสมดุล เข้ามาร่วมเป็นเครือข่ายกับโครงการ ทำให้ผู้ประกอบการต่างๆ ได้ มาเรียนรู้วิถีการทำเกษตรอินทรีย์   ลงพื้นที่พบปะเกษตรกรอินทรีย์ตัวจริงเสียงจริง ได้รับรู้ถึงปัญหาและโอกาส  ทีทำให้เกิดความสนใจที่จะขับเคลื่อนตามบริบท และความพร้อมของแต่ละแห่ง เช่น เปลี่ยนจากการซื้อผลผลิตจากพ่อค้าคนกลาง มาซื้อตรงจากเกษตรกร การเปลี่ยนเมนูให้เป็นเมนุอินทรีย์ ใช้ข้าวอินทรีย์ และการทำงานร่วมกับเกษตรกรเพื่อสร้างสังคมอินทรีย์ในชุมชน

“ซึ่งสิ่งที่เราพยายามย้ำให้ทุกแห่งเข้าใจ คือ แนวคิดการขับเคลื่อนการท่องเที่ยววิถีอินทรีย์เพื่อสร้างระบบอาหารสมดุล หรือ  (Organic Tourism)   นั้นมิใช่เพียงเป็นเรื่องของการ พานักท่องเที่ยวลงไปเที่ยวฟาร์มอินทรีย์เท่านั้น แต่เป็นการสร้าง Change Agent วิถีอินทรีย์ให้เกิดขึ้น  ซึ่งโรงแรม ร้านอาหารแต่ละแห่งเขาสามารถที่จะออกนอกกรอบเดิมๆ แล้วเข้ามีส่วนร่วมขับเคลื่อนการท่องเที่ยววิถีอินทรีย์ เพื่อสร้างระบบอาหารที่สมดุล ที่ให้คุณค่ามากกว่าการบริโภค แต่ยังช่วยสร้างระบบอาหารสมดุล เกษตรกรมีคุณภาพชีวิตที่ดี ไม่ใช้สารเคมี ไม่เป็นหนี้ มีสุขภาพดี และสิ่งแวดล้อมดี”

ปัจจุบันมีโรงแรม ร้านอาหาร ชั้นนำในกรุงเทพมหานคร มาร่วมขับเคลื่อน Orgnic Tourism อาทิ โรงแรม        ดิแอทธินี โฮเทล   โรงแรมอนันตราสยามกรุงเทพ   โรงแรม เดอะสุโกศล  โรงแรมในเครือดุสิตธานี อินเตอร์เนชั่นแนล  ร้านอาหารเอส แอนด์ พี  เอ็มเค เรสโตรองต์   โดยเริ่มจากการที่ผู้บริหาร ฝ่ายจัดซื้อ และส่วนงานที่เกี่ยวข้อง ของแต่ละแห่ง ลงพื้นที่มาเรียนรู้ มาทำความเข้าใจเกษตรกรอินทรีย์ เข้าใจข้อจำกัดของการผลิต เข้าใจคุณค่าของพืชผักที่ปลูกในระบบอินทรีย์  จากนั้นก็เริ่มมีการเชื่อมโยง มีการสั่งซื้อผลผลิตตรงจากเกษตรกร ภายใต้การประสานงานของ มูลนิธิสังคมสุขใจ ซึ่งทำหน้าที่เป็น Facilitator  ให้ทั้งสองส่วน      มีความเข้าใจกันและสามารถทำงานร่วมกันได้

ขณะที่ในเชียงใหม่ มีโรงแรงแรมบูทีค ร้านอาหารที่สนใจเรื่องอาหารอินทรีย์อยู่แล้ว  สนใจมาร่วมขับเคลื่อน  อาทิ โรงแรมแทมมาริน วิลเลจ  โรงแรมรายาเฮอริเทจ รีสอร์ท   โรงแรม 137 พิลล่าร์เฮาส์ โรงแรมครอสทู  โรงแรม วิลล่ามหาภิรมย์  อันจะกินวิลล่า  จินเจอร์ฟาร์ม  ซาร่าคิทเช่น   โดยมีวิสาหกิจเพื่อสังคม เจียงใหม่ ออร์แกนิก ทำหน้าที่ประสานงานเชื่อมร้อยให้ ผู้บริหาร และเชฟ มาเรียนรู้ร่วมกัน และทำงานร่วมกัน  โดยนอกจากการพาลงพื้นที่ไปเจอเกษตรกรอินทรีย์ตัวจริง   ก็มีการสร้างสรรค์กิจกรรม  Organic Chef’s Table               ที่เชฟของโรงแรม ร้านอาหาร ในโครงการมาทำงานร่วมกันในการสร้างสรรค์เมนูออร์แกนิก จากพืชผักพื้นบ้าน พืชผักตามฤดูกาล  มีการเรียนรู้บริบทที่เกี่ยวข้องกับการทำเกษตรอินทรีย์ ที่ต้องคำนึงถึงป่าต้นน้ำ การกินตามฤดูกาล และชุมชน

แม้การขับเคลื่อนการท่องเที่ยววิถีอินทรีย์ ในพื้นที่ในกรุงเทพและเชียงใหม่  จะใช้สามพรานโมเดล เป็นเครื่องมือ และต้นแบบ ที่เน้นให้มีการเชื่อมโยงทั้งคนต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ   แต่จากบริบทของพื้นที่ที่แตกต่างกัน ซึ่งเชียงใหม่ สามารถเข้าถึงตลาดอินทรีย์ได้ง่าย จากการมีตลาดนัดอินทรีย์มากมาย   ก็ทำให้รูปแบบการขับเคลื่อนของเชียงใหม่และกรุงเทพไม่เหมือนกัน ขณะที่ความรวดเร็วและพัฒนาการขับเคลื่อนของแต่ละแห่งนั้น ก็ขึ้นอยู่กับบริบทของแต่ละองค์กร ไม่ว่าจะเป็นวิสัยทัศน์ และความมุ่งมั่น  หรือ อุดมการณ์ของเจ้าของกิจการ ที่มีส่วนสำคัญที่ทำให้การขับเคลื่อนนั้นมีความต่อเนื่อง หรือขยายผลออกไปได้ในวงกว้าง

และเพื่อให้ทุกคนได้เข้าใจถึงกระบวนการพัฒนาการขับเคลื่อนสังคมอินทรีย์ภายใต้ Organic Tourism            ที่ได้เกิดขึ้นจริงเป็นรูปธรรม และมีตัวอย่างในกรขับเคลื่อน มีพื้นที่ให้เรียนรู้ และเพื่อการขยายผลออกไปในวงกว้าง  จึงได้มีการนำสื่อมวลชนลงพื้นที่ที่มีการขับเคลื่อน Organic Tourism  ในเชียงใหม่

“เราอยากให้ทุกคนได้เห็นวิถีการขับเคลื่อน คุณค่า ปัจจัยการขับเคลื่อน นวัตกรรมความคิดใหม่ๆ รวมถึงเข้าใจมิติของการทำเกษตรอินทรีย์  ที่เป็นมากกว่าการผลิตอาหาร แต่สู่การสร้างเป็นวิถีชีวิต  ตลอดจนได้เห็นการขยายต่อยอดสู่การท่องเที่ยววิถีอินทรีย์ ที่ไม่ใช่เพียงการพาผู้บริโภคลงไปเที่ยวฟาร์ม แต่เป็นการปูทาง ยกระดับให้ผู้บริโภคให้เข้ามามีส่วนร่วมขับเคลื่อน คือ เปลี่ยนจาก เป็น Active Consumer   ให้กลายมาเป็น Organic Social Mover ตามบริบท ความสนใจของแต่ละคน”

ในพื้นที่เชียงใหม่ โรงแรมต้นแบบในการขับเคลื่อน Organic Tourism  คือ โรงแรมแทมมาริน และโรงแรมรายาเฮอริเทจ  ภายใต้พรีเมียร์ กรุ๊ป   ซึ่งมีนโนบาย ในเรื่องการสร้างความสำเร็จร่วมกันอย่างยั่งยืน ทั้งพนักงานธุรกิจและสังคม  มุ่งเน้นการสร้างคุณค่า  ผ่านสินค้าและบริการที่มีคุณภาพ การพัฒนาแนวคิดใหม่ๆ คำนึงถึงประโยชน์ที่เกิดขึ้นร่วมกัน และการร่วมคิดร่วมสร้าง  เป็นหลักพื้นฐานขององค์กรอยู่แล้ว ทำให้เมื่อมีการขับเคลื่อน Organic Tourism โรงแรม จึงยินดีกระโดดเข้ามามีส่วนร่วมมาขับเคลื่อนได้ทันที  และต่อเนื่อง และมีการพัฒนาต่อยอด  ดังคำบอกเล่าของ ณภัทร นุตสติ ผู้จัดการทั่วไปโรงแรมรายาเฮอริเทจ และแทมมาริน วิลเลจ               “เราเริ่มจากการนำบุคลากร คือเชฟ ฝ่ายจัดซื้อ ฝ่ายบุคคล มาร่วมเรียนรู้กับโครงการ  รวมถึงลงพื้นที่ไปเรียนรู้  ร่วมกิจกรรมสื่อสารกับผู้บริโภค เช่น เจียงใหม่ Organic Chef Table   เริ่มซื้อผลผลิตอินทรีย์ตรงจากการเกษตรกรอินทรีย์    การทำแปลงเกษตรอินทรีย์ขึ้นในโรงแรม และล่าสุดแผนงานปี 2562  กำลังจะมีการเชื่อมโยงพนักงานและครอบครัว ซึ่งทำเกษตรอยู่แล้ว ให้เปลี่ยนมาทำเกษตรอินทรีย์ เพื่อป้อนผลผลิตให้กับโรงแรมตามความสมัครใจ โดยมีสามพรานโมเดลมาคอยเป็นพี่เลี้ยงในการให้ความรู้ และการสร้างระบบการรับรองอย่างมีส่วนร่วม”

“บริษัทมีแนวคิดว่าไม่ได้ธุรกิจเพื่อกำไรอย่างเดียว แต่ต้องการให้พนักงานและชุมชนมีความสุขไปด้วยกัน คุยกันหลายครั้งกว่าจะสำเร็จ เราอยากทำให้สังคมยั่งยืน ทุกวันนี้ซื้อผลผลิตจากเจโม หรือสหกรณ์ โรงแรมแทมมารินใช้พืชผักอินทรีย์ 10 เปอร์เซ็นต์ ส่วนโรงแรมรายาเฮอริเทจใช้ 80-90 เปอร์เซ็นต์”

ธงไชย ชูน้ำเที่ยง F&B Manager โรงแรมแทมมาริน วิลเลจ เล่าถึงขั้นตอนในช่วงเปลี่ยนผ่านว่า หลังจากเข้ารับการอบรมจากสามพรานโมเดล ต้องการนำมาปรับใช้ที่โรงแรม ช่วงแรกๆ มีคำถามจากพนักงาน อาทิ เชฟถามว่าทำไมต้องซื้อจากที่นี่ สั่งของก็ยาก ราคาแพง โทรศัพท์ติดต่อไปก็ไม่รับสายฯ พนักงานบางรายกังวลว่า ซื้อวัตถุดิบราคาสูงขึ้นแล้วตนจะได้รับเงินเดือนขึ้นไหม เขาจึงให้พนักงานไปทำความรู้จักเกษตรกรอินทรีย์ด้วยตนเอง ในแปลงของเกษตรกรคู่ค้า

“พนักงานเป็นลูกเกษตรกร หลังจากได้ไปเรียนรู้พอกลับมาทำงานก็ไม่ต่อต้านแล้ว รู้สึกสนุก ได้รู้จักเพื่อนใหม่ ได้น้ำหมักไปฝากพ่อแม่ จากที่เคยบ่นๆ ว่ารอนานก็บอกว่าไม่เป็นไร เดี๋ยวคงมาส่ง จากที่ไม่คิดทำเมนูยากๆ เพราะคิดว่าคนที่ได้ประโยชน์คือเกษตรกร เดี๋ยวนี้กลับคิดว่าถ้าขายดี ก็ใส่เป็นเมนูอาหารปกติตามฤดูกาล

“ฤดูนี้มีผักกาดจอออกเยอะ ก็ทำเมนูเกี่ยวกับผักกาดจอ 1-2 เดือนตามผลผลิต พอผักหมดฤดูก็เปลี่ยนเป็นอย่างอื่น เชฟก็รู้สึกดี ภาคภูมิใจว่าได้คิดเมนูเพื่อลูกค้า ก่อนนี้ไม่ได้คุยกับลูกค้า ตอนนี้เชฟเริ่มถามว่า วันนี้ทานฝรั่งหรือยัง เป็นออร์แกนิกนะ พรุ่งนี้ไม่มี แล้วทานผักเชียงดาผัดใส่ไข่หรือยัง วันพรุ่งนี้ไม่มีนะ

“พนักงานบางรายบอกลูกค้าว่า ที่นี่เสิร์ฟกาแฟออร์แกนิกนะคะ นอกจากจะเป็นข้าวหอมมะลิข้าวกล้องแล้ว เรายังช่วยชาวบ้านด้วย เพราะซื้อจากชาวบ้านโดยตรง ทั้งหมดเป็นเรื่องเล่า เราต้องเริ่มให้คนข้างในก่อน เขาได้ความรู้อะไร แขกที่มาได้ทานอะไร เราอยากให้อะไรกับเขา พูดถึงเรื่องให้ เป็นสิ่งที่ทุกคนจะได้ จริงๆ เราอยากซื้อมากกว่านี้ แต่เขายังส่งให้ได้จำนวนจำกัด”     

ในการขับเคลื่อน  Organic tourism    หัวใจสำคัญคือ การเรียนรู้ร่วมกัน และการออกนอกกรอบเดิมๆ ซึ่งระหว่างทางขับเคลื่อน เป็นเรื่องปกติที่จะเจอปัญหา ดังคำกล่าวของคุณอรุษ ที่ว่า

“ถ้าเกิดขับเคลื่อนแล้วไม่เจอปัญหาแสดงว่าไม่ได้ไปขับเคลื่อนจริง เป็นไปไม่ได้ เพราะว่าสิ่งที่เราทำ เรากำลังจะทำอะไรที่มันนอกกรอบเดิมๆ ที่เราเคยทำ สั่งซื้อ สั่งอาหารจากซับพายเออร์ ยกหูเขาก็มา คราวนี้เราต้องทำงานร่วมกับเกษตรกร เชฟ อาจจะต้องปรับเมนูให้สอดคล้อง ฝ่ายขายก็เอาเรื่องราวเหล่านี้ไปแนะนำกับลูกค้า ซึ่งผมว่าของพวกนี้อาจจะเป็นช่วงแรก เราอาจจะมองว่าเป็นอุปสรรค เพราะว่าอาจจะเป็นสิ่งที่เราไม่เคยทำ แต่จริงๆ แล้ว ผมถือว่าว่ามันเป็นกระบวนการแห่งการเรียนรู้ที่เราได้ทำอะไรนอกกรอบเดิมๆ แล้วพอเราทำมันสำเร็จ เราก็รู้สึกเรามั่นใจที่จะทำตรงนั้นต่อ ถึงไม่สำเร็จ เราก็คิดว่าอันนั้นคือบทเรียนของเรา เราก็นำมาปรับใหม่ แล้วทำต่อ สำคัญที่สุดมันต้องทำตรงนั้นอย่างสม่ำเสมอ อันนี้คือการขับเคลื่อน แล้วมันก็ไม่มีสูตรตายตัว และคนปลายน้ำ  ซึ่งระหว่างทาง นั้นจะมีอุปสรรคและปัญหาที่แตกต่างกันไป”

อย่างไรก็ตาม  สิ่งที่พบในการขับเคลื่อน Organic Tourism   ว่าเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้การขับเคลื่อน           นั้นไม่สมดุล ต่อเนื่อง ต่อยอดได้ ก็คือ  อุดมการณ์  ของคนขับเคลื่อน   จึงมีการกิจกรรม “Tour De Farm  สืบจากจานเมนูอินทรีย์นี้มาจากไหน”   พาสื่อมวลชนและผู้บริโภค ลงพื้นที่   ไปเรียนรู้วิถีชีวิต อุดมการณ์ ต้นทาง เป็นรากยึดเหนี่ยวสำคัญ ที่ทำให้ร้านอาหารอิ่มเอม หนึ่งในร้านอาหารมังสวิรัติ ชื่อดังของเชียงใหม่  ยังยืนหยัดร่วมขับเคลื่อน  Organic Tourism

กิจกรรม Tour De Farm  สืบจากเมนูอินทรีย์นี้มาจากไหน  ซึ่งมีการนำผู้บริโภค ซึ่งเป็นลูกค้าของร้านอาหารอิ่มเอม ลงพื้นที่ไปพบ คุณโจน จันใด  พันพรรณ  อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นต้นทางของอุดมการณ์และแรงบันดาลใจของ  คุณพรหมวิหาร บำรุงถิ่น  และคุณพิมลรัตน์ บำรุงถิ่น    เพื่อให้ผู้บริโภค ได้เห็นถึงมิติและคุณค่าของอาหารอินทรีย์ที่เป็นมากกว่าอาหาร  แต่หมายถึงอุดมการณ์ วิถีชีวิต  สิ่งแวดล้อม    การสร้างความเปลี่ยนแปลง คุณภาพชีวิตของเกษตรกร ชุมชนสังคม และเพื่อให้ผู้บริโภคตระหนักถึงบทบาท และโอกาสในการยกระดับตัวเอง ด้วยการลุกขึ้นมา ร่วมเรียนรู้ ออกนอกกรอบเดิมๆ และมาช่วยขับเคลื่อนสังคมอินทรีย์เพื่อสร้างระบบอาหารที่สมดุล ที่ทั้งคนต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ ต่างได้ประโยชน์

กิจกรรมที่ผู้บริโภค และสื่อมวลชน ได้ทำที่สวนพันพรรณ นอกจากการได้ฟังหลักคิดการพึ่งตนเอง  เริ่มจากการผลิตปัจจัยสี่ด้วยตนเอง จากคุณโจน จันใด  แล้ว ยังได้เรียนรู้วิถีการเก็บเมล็ดพันธุ์ ซึ่งเป็นหัวใจของการมีอาหารอย่างยั่งยืน  และร่วมกันเรียนรู้วิถีการทำเพาะปลูก ที่จะต้องมีการดูแล บำรุงดิน  และเอาใจใส่ในทุกขั้นตอนของการปลูกพืชอินทรีย์

คุณ อรุษ นวราช กล่าวว่า  จากประสบการณ์ในการขับเคลื่อน Organic  Tourism  และสามพรานโมเดล พบว่า ในการขับเคลื่อนนั้น เกิดการเรียนรู้ตลอดเวลา ไม่หยุดนิ่ง   ตลอดการขับเคลื่อนได้เกิดความรู้ใหม่ๆ  ที่สามารถนำมาใช้พัฒนาต่อยอด รวมถึงได้เห็นศักยภาพของทุกคน ที่สามารถเข้ามาช่วยขับเคลื่อนสังคมอินทรีย์ ได้ เพราะอย่างน้อยทุกคนก็เป็นผู้บริโภค ซึ่งเมื่อทุกคนได้ตระหนักถึงบทบาท และคุณค่าที่เป็นมากกว่า ก็สามารถยกระดับตัวเอง จากเพียงรับรู้ เรียนรู้ เข้าใจ ก็เริ่มมาลงมือทำ มามีส่วนร่วมขับเคลื่อน และมาแชร์ประสบการณ์จริงจากการเรียนรู้   โดยปัจจุบัน ได้มีการตั้งสามพรานโมเดล อะคาเดมี่ เพื่อรวบรวมองค์ความรู้ และจัดให้มีการแชร์ประสบการณ์ต่างๆ รวมถึงมีช่องทางที่จะให้ทุกคนได้มามีส่วนขับเคลื่อน ด้วยการสมัครเป็น Organic Social Mover  ที่จะมีการใช้แอพลิเคชั่น ออนไลน์ ในการส่งข้อมูลข่าวสาร และเชื่อมต่อให้ทุกคนที่สนใจมามีส่วนร่วม

 

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *